วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

บันทึกอนุทินครั้งที่ 5

บันทึกอนุทินครั้งที่ 5
วัน อังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558




ความรู้ที่ได้รับ 
       วันนี้อาจารย์อธิบายเนื้อหาเรื่อง การสอนเด็กพิเศษและเด็กปกติ และมีกิจกรรมต้นชั่วโมงให้ทำ ปิดท้ายด้วยการสอนร้องเพลงอีก 4 เพลง โดยมีเนื้อหาในการสอนเรื่องต่างๆ ดังนี้

กิจกรรมวันนี้
  • ให้สวมถุงมือข้างที่ไม่ถนัดและวาดรูปมือข้างที่สวมถุงมือไว้ว่าเราจะจำรายละเอียดของมือเราได้มากน้อยแค่ไหน  




             จากกิจกรรมนี้  ทำให้เราทราบว่าการบันทึกการสังเกตพฤติกรรมของเด็กไม่ควรใช้การจำ ควรบันทึกตามที่เห็นในขณะนั้นๆ  เพราะถ้าจำเเล้วค่อยมาบันทึกจะได้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือบางทีครูอาจแต่งเติมความคิดของตนเองลงไป ทำให้ได้ข้อมูลที่ไม่แท้จริงได้ ดังนั้น ครูควรมีกระดาษแผ่นเล็กๆติดตัวไว้เมื่อเห็นเด็กแสดงพฤติกรรมอะไรก็จดบันทึกได้ทันที



หัวข้อเรื่อง  การสอนเด็กพิเศษเเละเด็กปกติ

ทักษะของครูและทัศนคติ  ( ครูควรมองเด็กให้เท่าเทียมกัน )

การฝึกเพิ่มเติมในการสอนเด็กพิเศษ
  • อบรมระยะสั้น หรือ สัมมนา 
  • สื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ครู
การเข้าใจภาวะปกติ
  • เด็มักคล้ายคลึงกันมากกว่าแตกต่างกัน
  • ครูมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กปกติและเด็กพิเศษเท่ากัน
  • รู้จักแต่เเต่ละคน (ควรจำชื่อจริง ชื่อเล่นเด็กให้ได้ทุกคน)
  • มองเด็กให้เป็น"เด็ก"
การคัดแยกเด็กที่มีพัฒนาการช้า
     
           การเข้าใจพัฒนาการเด็กช่วยให้ ครูเข้าใจความเเตกต่างของเด็กแต่ละคนได้



ความพร้อมของเด็ก
  • วุฒิภาวะ
  • เเรงจูงใจ
  • โอกาส  
การสอนโดยบังเอิญ
  • ให้เด็กเป็นฝ่ายเริ่ม
  • เมื่อเด็กเข้าหาครูมากเท่าไหร่ยิ่งมีโอกาสในการสอนมากขึ้นเท่านั้น
  • ครูต้องพร้อมที่จะพบเด็ก
  • ครูต้องมีความสนใจเด็ก
  • ครูต้องมีความรู้สึกที่ดีต่อเด็ก
  • ครูต้องมีอุปกรณ์และกิจกรรมที่ล่อใจเด็ก
  • ครูต้องมีความตั้งใจจริงในการช่วยให้เด็กแต่ละคนได้เรียนรู้
  • ครูต้องใช้เวลาในการติดต่อไม่นาน
  • ครูต้องทำให้เป็นเรื่องสนุกสนานเด็กอยู่ด้วยจะได้สบายใจ
อุปกรณ์
  • มีลักษณะง่ายๆ
  • ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง
  • เด็กพิเศษได้เรียนรู้จากการสังเกตและเลียนแบบเด็กปกติ
  • เด็กปกติเรียนรู้ที่จะให้ความช่วยเหลือเด็กพิเศษ
ทัศนคติของครู


1. ความยืดหยุ่น
  • การเเก้แผนการสอนให้เหมาะสมกับสถานการณ์
  • ยอมรับขอบเขตความสามารถของเด็กได้
  • ครูต้องตอบสนองต่อเป้าหมายที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กแต่ละคน ข้อนี้สำคัญมาก!
2. การใช้สหวิทยาการ
  • ใจกว้างต่อคำแนะนำของบุคคลอาชีพอื่นๆ
  • สร้างความสัมพันธ์ระหว่างการบำบัดกับกิจกรรมในห้องเรียน
3.  เด็กทุกคนสอนได้
  • เด็กเรียนไม่ได้เพราะไร้ความสามารถ ครูไม่ควรมองเด็กแบบข้อนี้!
  • เด็กเรียนไม่ได้เพราะขาดโอกาส
4.  วิธีแสดงออกจากเเรงเสริมของผู้ใหญ่
  • ตอบสนองด้วยวาจา เช่น คำชมต่างๆ
  • การยืนหรือการนั่งใกล้เด็ก
  • พยักหน้ารับ ยิ้ม  ฟัง
  • สัมผัสทางกาย
  • ให้ความช่วยเหลือ  ร่วมกิจกรรมกับเด็ก
การเปลี่ยนพฤติกรรมและการเรียนรู้


เทคนิคการให้แรงเสริม

เเรงเสริมทางสังคมจากผู้ใหญ่
  • ความสนใจของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็กนั้นสำคัญมาก
  • มีแนวโน้มจะเพิ่มพฤติกรรมที่ดีของเด็ก และมักเป็นผลในทันที
  • หากผู้ใหญ่ไม่สนใจพฤติกรรมที่ดีนั้นๆ ก็จะลดลงและหายไป
หลักการให้แรงเสริมในเด็กปฐมวัย
  • ครูต้องให้แรงเสริมทันทีที่เด็กแสดงพฤติกรรมอันพึงประสงค์
  • ครูต้องละเว้นความสนใจทันทีที่เด็กแสดงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์
  • ครูควรให้ความสนใจเด็กนานเท่าที่เด็กมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์
การแนะนำหรือบอกบท(prompting)
  • ย่อยงาน
  • ลำดับความยากง่ายของงาน
  • การลำดับงานเป็นการเสริมแรงเพื่อให้เด็กค่อยๆก้าวไปสู่ความสำเร็จ
  • การบอกบทจะค่อยๆน้อยลงตามลำดับ
ขั้นตอนการให้แรงเสริม
  • สังเกตและกำหนดจุดมุ่งหมาย
  • วิเคราะห์งาน  กำหนดจุดประสงค์ย่อยๆในงานแต่ละขั้น
  • สอนจากง่ายไปยาก
  • ให้เเรงเสริมทันทีเมื่อเด็กทำได้ หรือเพื่อเด็กพยายามอย่างเหมาะสม
  • ลดการบอกบท เมื่อเด็กเรียนรู้ที่จะก้าวในขั้นต่อไป
  • ให้เเรงเสริมเฉพาะพฤติกรรมที่ไกล้เคียงกับเป้าหมายที่สุด
  • ทีละขั้นไม่เร่งรัด"ยิ่งขั้นเล็กเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น" 
  • ไม่ดุหรือตี
การกำหนดเวลา
  • จำนวนและความถี่ของแรงเสริมที่ให้กับพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กต้องมีความเหมาะสม
ความต่อเนื่อง
  • พฤติกรรมทุกอย่างในชีวิตประจำวันต่อเนื่องกันระหว่างพฤติกรรมย่อยๆหลายๆอย่างรวมกัน
  • เช่น การเข้าห้องน้ำ  การนอนพักผ่อน  การหยิบและเก็บของ
  • สอนแบบก้าวไปข้างหน้า หรือย้อนมาจากข้างหลัง
การลดหรือหยุดแรงเสริม
  • ครูจะงดแรงเสริมกับเด็กที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
  • ทำอย่างอื่นและไม่สนใจเด็ก
  • เอาอุปกรณ์หรือของเล่นของไปจากเด็ก
  • เอาเด็กออกจากการเล่น
ความคงเส้นคงวา
เปิดเทอมสอนเด็กอย่างไร ก็สอนแบบนั้น!

กิจกรรมสุดท้ายสอนร้องเพลงต่อจากสัปดาห์ที่แล้วอีก 4 เพลง ดังนี้

ผู้แต่ง  อ.ศรีนวล   รัตนสุวรรณ
เรียบเรียง  อ.ตฤณ  แจ่มถิน

 1. เพลง ผลไม้
ส้มโอ  แตงโม  แตงไทย
ลิ้นจี่  ลำไย  องุ่น  พุทรา
เงาะ  ฝรั่ง มังคุด
กล้วย  ละมุด  น้อยหน่า
ขนุน  มะม่วง  นานาพันธุ์

2. เพลง  กินผักกัน
กินผักกันเถอะเรา
บวบ ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว แตงกวา
คะน้า กวางตุ้ง โหระพา
มะเขือเทศสีดา ฟักทอง กะหล่ำปี


3.  เพลง  ดอกไม้
ดอกไม้ต่างพันธุ์ สวยงามสดสี
เหลือง  แดง  ม่วงมี  แสด  ขาว  ชมพู


4.  เพลง จ้ำจี้ดอกไม้
จ้ำจี้ดอกไม้  ดาวเรือง  หงอนไก่
จำปี  จำปา  มะลิ  พิกุล
กุหลาบ  ชบา  บานชื่น  กระดังงา
เข็ม  แก้ว  ลัดดา เฟื่องฟ้า  ราตรี

การนำไปประยุกต์
  1. การสังเกตพฤติกรรมเด็กต้องบันทึกตามสถานการณ์จริงไม่ปรุงเเต่งความคิดตนเองลงไป
  2. การให้ความรัก ความเข้าใจต่อเด็ก มีทัศนคติที่ดีกับเด็กพิเศษ เพราะทุกคนเกิดมาย่อมมีความแตกต่างกัน
  3. ได้รู้จักเพลงที่หลากหลายสามารถเลือกนำไปร้องสอนเด็กร้องเพลงได้ เเละในเนื้อเพลงยังมีประโยชน์เมื่อเด็กร้องเพลงเด็กสามารถทำตามเนื้อเพลงได้

การประเมิน

ประเมินตนเอง  เข้าห้องเรียนตรงต่อเวลา  แต่งกายเรียบร้อย   วันนี้มีแอบง่วงบ้างเพราะเนื้อหาเยอะและดิฉันไม่ค่อยสบายกินยาไปเลยทำให้ง่วงเวลาเรียน แต่ก็พยายามจดบันทึกเนื้อหาเพิ่มเติมจากที่อาจารย์สอนสม่ำเสมอ

ประเมินเพื่อน  วันนี้มีเพื่อนๆบางคนมาสาย4-5 คน ตั้งใจเรียน สนทนาโต้ตอบร่วมกับอาจารย์ ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม แต่งกายเรียบร้อยทุกคน

ประเมินอาจารย์   สอนตรงเวลา มีเทคนิคในการสอนที่เข้าใจง่าย และสนุก ไ่ม่เครียด มีกิจกรรมสนุกๆมาให้ทำทุกอาทิตย์และมีเพลงเนื้อหาสนุกๆ จำง่าย มาสอนเพื่อให้นักศึกษามีเพลงหลากหลายเพื่อไว้นำไปสอนเด็กในอนาคต









วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

บันทึกอนุทิน ครั้งที่4

บันทึกอนุทิน ครั้งที่4
วัน อังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558

*ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากอาจารย์มีประชุมจึงมอบหมายให้นักศึกษาเคลียงานต่างๆให้เสร็จ





วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2558

บันทึกอนุทิน ครั้งที่3

บันทึกอนุทิน ครั้งที่3
วัน อังคาร ที่ 27 มกราคม 2558

ความรู้ที่ได้รับ
     วันนี้เรียนเรื่อง บทบาทครูปฐมวัยในห้องเรียนรวม ได้ทราบพฤติกรรมของครูที่ควรปฏิบัติต่อเด็กและไม่ควรปฏิบัติต่อเด็ก มีกิจกรรมที่ทำวาดภาพดอกทานตะวัน เนื้อหาดังนี้




กิจกรรมวันนี้ วาดภาพดอกทานตะวันตามแบบที่ให้และบรรยายถึงสิ่งที่เห็นในภาพ


ผลงานของฉัน




วันนี้ร้องเพลง ฝึกกายบริหาร

 ฝึกกายบริหารทุกวันร่างกายแข็งแรง
ฝึกกายบริหารทุกวันร่างกายแข็งแรง
รูปทรงสมส่วนแคล่วคล่องว่องไว
รูปทรงสมส่วนแคล่วคล่องว่องไว



ผู้แต่ง  อ. ศรีนวล  รัตนสุวรรณ

เรียบเรียง อ.ตฤณ  แจ่มถิน

เนื้อหาที่เรียนในวันนี้
  • ครูไม่ควรวินิจฉัย  
- การวินัจฉัย คือ การตัดสินใจโดยดูจากอาการบางอย่าง
- จากอาการที่แสดงออกมานั้นอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้

  •     ครูไม่ควรตั้งชื่อให้เด็ก
- เป็นครูไม่ควรทำกับเด็กเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
- ชื่อเปรียบเสมือนตราประทับตัวเด็กตลอดไป
- เด็กจะกลายเป็นเช่นนั้นจริงๆ ซึ่งคนเป็นครูไม่ควรเชื่อ เช่น เเม้ว่าผู้ปกครองจะบอกว่าเด็กปัญญาอ่อน เรียนไม่เข้าใจ ให้ครูสนใจเวลาสอนเด็กเพราะบางทีเด็กอาจไม่ได้เป็นอย่างที่ผู้ปกครองเข้าใจ จะได้พัฒนาเด็กให้เป็นไปตามพัฒนาการได้อย่างถูกต้อง

  • ครูไม่ควรบอกพ่อเเม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ
- ครูไม่ควรย้ำในสิ่งที่เขารู้อยู่เเล้ว ไม่ควรแนะนำให้ไปหาหมอ
- ครูควรพูดในสิ่งที่ให้ความหวังในด้านบวกและพูดให้ผู้ปกครองเห็นแนวทางที่จะช่วยให้เด็กพัฒนา
- ครูควรรายงานผู้ปกครองว่าเด็กทำอะไรได้ เท่ากับเป็นการบอกว่าเด็กทำอะไรไม่ได้ด้วย เวลาพูดต้องชมก่อนพูดในสิ่งดีๆของเด็กและค่อยแทรกสิ่งไม่ดีไปทีละน้อยด้วย
  • ครูจะทำอะไรได้บ้าง
- สังเกตเด็กอย่างมีระบบ
- จดบันทึกพฤติกรรมเด็กเป็นช่วงๆ
  • สังเกตอย่างมีระบบ
- ไม่มีใครสังเกตอย่างมีระบบได้ดีกว่าครู เพราะครูมองเห็นเด็๋กเป็นภาพรวมและสังเกตโดยรอบด้าน ยกตัวอย่าง หมอ นักจิตวิทยา จะให้ความสนใจอยู่ที่ด้านเดียวเกี่ยวกับปัญหานั้นๆ
- ครูเห็นเด็กด้วยระยะเวลาที่ยาวนานกว่าอยู่กับเด็กตลอดเวลาทำให้เห็นถึงพฤติกรรมต่างๆที่เด็กแสดงออกแต่สถานการณ์
  • การใช้แบบสังเกต
- จะใช้กับเด็กบางคนเท่านั้น
- จะสังเกตวันเดียวเลยไม่ได้ต้องใช้ระยะเวลา1เพื่อมองให้เป็นภาพรวมก่อน
  • การตรวจสอบ
- ทำให้ทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมอย่างไร
- เป็นเเนวทางสำคัญให้ครูและพ่อแม่เด็กเข้าใจเด็กได้มากขึ้น
- บอกได้ว่าเรื่องใดบ้างที่เด็กต้องการความช่วยเหลือ
  • ข้อควรระวังในการปฏิบัติ
- ครูต้องไวต่อความรู้สึกและตัดสินใจล่วงหน้าได้
- ประเมินน้ำหนักความสำคัญของเรื่อง โดยการแก้ปัญหาต้องเรียงลำดับความสำคัญของปัญหา คนใหนควรได้รับการแก้ไขก่อน เปรียบเทียบพฤติกรรมที่เด็กทำกับพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่ทำ อะไรที่มองข้ามได้ก็ปล่อยไปบ้าง และต้องแก้ไขให้ตรงจุด
- พฤติกรรมบางอย่างไม่ได้ปรากฏให้เห็นเสมอไป

  • การบันทึกการสังเกต
- การนับอย่างง่ายๆ คือ นับจำนวนครั้งเกิดพฤติกรรม  นับระยะเวลากี่ครั้งกี่ชั่วโมงแต่ละวัน  ระยะเวลาในการเกิดพฤติกรรม
- การบันทึกต่อเนื่อง  ได้ข้อมูลมากสุดและมีคุณภาพที่สุด


- บันทึกตามสภาพจริงตามที่เห็นเท่านั้นเป็นการสังเกตที่ให้รายละเอียดได้มาก จะเขียนทุกอย่างที่เด็กทำในช่วงกิจกรรม โดยไม่เข้าไปแนะนำหรือช่วยเหลือ
  • การบันทึกไม่ต่อเนื่อง
- บันทึกลงบัตรเล็กๆ เป็นการบันทึกสั้นๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนในช่วงเวลาหนึ่ง



ตัวอย่าง "น้องจอยปีนบันไดโค้งได้5ขั้น โดยใช้เท้าซ้ายก้าวออกไปก่อน เเล้วจึงเดินเท้าขวาตามไปจับราวบันไดแน่นทั้งสองมือ"
  • การเกิดพฤติกรรมบางอย่างมากเกินไป
- ควรเอาใจใส่ในระดับความมากน้อย ของความบกพร่องมากกว่าชนิดของความบกพร่อง
- พฤติกรรมไม่เหมาะสมที่พบกับเด็กได้ทุกคนไม่จัดว่าผิดปกติ
  • การตัดสินใจ
- ต้องตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง ดูว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นไปขัดขวางการเรียนรู้ของเด็กหรือไม่ ถ้าขัดขวางก็แก้ไข ถ้าไม่ขัดก็ปล่อยไป

การนำไปประยุกต์ใช้
  1. ได้รู้แนวทางการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาของเด็กว่าควรเลือกแก้ปัญหาที่สำคัญก่อน คนไหนควรได้รับการแก้ไขก่อน-หลัง
  2. ครูควรตระหนักในการวางตัวต่อเด็กควรทำสิ่งดีๆ มองโลกในแง่ดี ไม่ว่าเด็กในทางลบ
  3. การช่วยเหลือและให้คำแนะนำกับผู้ปกครองเพื่อหาเเนวทางส่งเสริมพัฒนาการเด็กให้ดีขึ้น
  4. ได้เห็นถึงความสำคัญของอาชีพครูที่ไกล้ชิดกับเด็กมากกว่าอาชีพอื่นจึงอยากปลูกฝังให้เด็กเป็นคนดีของสังคม และประเทศชาติ เด็กทุกคนควรได้รับการจัดการเรียนการสอนที่ดี  อยู่ในสิ่งเเวดล้อมที่ดีเหมาะสมต่อการเรียนรู้
  5. ได้รู้จักเพลงที่หลากหลายที่สามารถช่วยในการบำบัดของเด็กพิเศษและเลือกนำไปใช้สอนได้อย่างเหมาะสม
การประเมิน 

ประเมินตนเอง   เข้าห้องเรียนตรงเวลา ช่วยอาจารย์ถือของ ตั้งใจเรียน ตอบคำถามบ้างบางครั้ง จดบันทึกเนื้อหาเพิ่มเติมในเวลาเรียน ตั้งใจวาดภาพให้เหมือนที่สุด แต่งกายเรียบเรียบ
ประเมินเพื่อน   ส่วนใหญ่เข้าห้องตรงเวลา มีคุยบ้างบางคน ซึ่งอาจจะเป็นช่วงต้นสัปดาห์จึงทำให้มีเรื่องคุยเยอะ ช่วงที่อาจารย์ให้วาดภาพมีทำของตกบ้าง เช่น กบเหลาดินสอ สี อาจจะเป็นเพราะ วางของเยอะเกินไปบนโต๊ะ ตั้งใจวาดภาพโดยบางคนก็วาดรูประบายสีเสร็จเร็วบางคนก็เสร็จช้าขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน เมื่อใช้สีเสร็จทุกคนก็บอุปกรณ์เข้าที่เดิมอย่างเรียบร้อย
ประเมินอาจารย์  ตั้งใจสอน มีเรื่องต่างๆมาเล่าให้ฟัง มีบทบาทสมมุติให้ดู ทำให้เข้าใจในเนื้อหามากขึ้น ใส่ใจนักศึกษาเวลาเรียนโดยเดินดูเวลาทำงาน ชวนพูดคุย ยิ้มแย้มเสมอ ทำให้บรรยากาศในห้องสนุกไม่น่าเบื่อ








วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2558

บันทึกอนุทิน ครั้งที่2

บันทึกอนุทิน ครั้งที่2
วัน อังคาร ที่ 20 มกราคม 2558

ความรู้ที่ได้รับ
           วันนี้เรียนเนื้อหาเกี่ยวกับ รูปแบบการจัดการศึกษา ทำแบบทดสอบ Pretest และทบทวนร้องเพลงต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว โดยมีเนื้อหาดังนี้

รูปแบบการจัดการศึกษามี 4 แบบ
  • การศึกษาปกติทั่วไป (Regular Education)
  • การศึกษาพิเศษ (Special Education)
  • การศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming)
  • การศึกษาเเบบเรียนรวม (Inclusive Education)
ความหมายของการศึกษาแบบเรียนร่วม  (Integrated Education หรือ Mainstreaming)
        มักอยู่ในความดูแลของหน่วยงานพิเศษ เมื่อต้องการจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปเรียนกับระบบการศึกษาทั่วไป ครูการศึกษาพิเศษและครูปฐมวัยจะร่วมมือกันและใช้ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในแต่ละวันให้เด็กพิเศษและเด็กปกติเรียนร่วมกัน ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงเช้า กิจกรรมที่สอน มักเป็นศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหว

การเรียนร่วมบางเวลา (Integration)
      ส่วนใหญ่มักมีอาการหนักจึงไม่สามารถเรียนร่วมเต็มเวลาได้ จึงได้จัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติบางเวลา เพื่อเปิดโอกาสได้มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กปกติ

การเรียนร่วมเต็มเวลา (Mainstreaming)
      จัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติตลอดเวลาได้รับกระบวนการจัดการเรียนรู้เหมือนเด็กปกติทั่วไป เมื่อมีเด็กพิเศษในห้องเรียนเราต้องบอกเด็กๆก่อน เพื่อให้เด็กได้เข้าใจซึ่งกันเเละกัน และยอมรับความหลากหลายของมนุษย์ว่าทุกคนเกิดมาไม่เหมือนกัน มีความแตกต่างกัน แต่ทุกคนก็ยังต้องการความรัก ความเอาใจใส่เช่นเดียวกัน

 ความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)
        อยู่ในโรงเรียนเรียนร่วมกันตั้งแต่วันแรกที่ผู้ปกครองพามาสมัคร จัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล

สรุปการศึกษาแบบเรียนร่วม  และแบบเรียนรวม
      การศึกษาเเบบเรียนร่วมต้องมาจากหน่วยงานพิเศษก่อน เวลาเรียนจะมี2แบบ คือ เรียนร่วมบางเวลา ซึ่งเลือกเรียนเพียงช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งส่วนใหญ่จะเรียนช่วงเช้าครึ่งวันแล้วกลับเลย และเรียนร่วมเต็มเวลา สามารถเรียนเต็มวันได้แต่ไม่ใช่ทุกวัน ส่วนการศึกษาเเบบเรียนรวม เข้ามาเรียนตั้งเเต่วันแรกที่ผู้ปกครองพามาสมัคร ทำอะไรได้เหมือนเด็กปกติทั่วไป ไม่ต้องผ่านหน่วยงานพิเศษ เเละสามารถเรียนได้จนตลอดเทอม

การนำไปประยุกต์ใช้
  1. การจัดการเรียนการสอนเด็กพิเศษสำหรับปฐมวัย มีความสำคัญมากเพราะเป็นวัยทองที่สมองกำลังผลิตเซลล์สมองมาก การสอนให้เด็กได้เรียนรู้ตั้งแต่ช่วงปฐมวัยจะทำให้เด็กเรียนรู้ได้เร็ว เข้าใจง่าย เเละง่ายต่อการสอน เด็กก็จะไม่หงุดหงิดง่ายเมื่อทำอะไรได้ด้วยตนเอง ส่งผลให้เด็กไม่เครียดต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
  2. ส่งเสริมให้เด็กช่วยเหลือตนเองได้ ไม่เป็นภาระของผู้อื่น สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเอง
  3. เปิดโอกาสให้เด็กพิเศษเเละเด็กปกติได้เข้าใจซึ่งกันและกัน มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ช่วยเหลือกันและกัน
  4. รู้จักเพลงที่หลากหลายและเพลงที่สอนก็เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยไม่ว่าจะเป็นเด็กปกติหรือเด็กพิเศษก็สามารถนำไปสอนได้
การประเมิน  

ประเมินตนเอง  เข้าห้องตรงเวลา ตั้งใจฟังเวลาอาจารย์สอน ฝึกร้องเพลงมาแต่ก็ยังร้องไม่เพราะแต่จำเนื้อเพลงได้แล้ว  จดเนื้อหาเพิ่มเติมนอกจากในชีท ร่วมตอบคำถามเมื่ออาจารย์ถาม และเเต่งกายเรียบร้อย
ประเมินเพื่อน ส่วนใหญ่เข้าห้องตรงต่อเวลา ตั้งใจฟังอาจารย์และจดบันทึก สนทนาโต้ตอบร่วมเเสดงความคิดเห็นกับอาจารย์ได้เป็นอย่างดี อาจจะมีคุยกันบ้างเล็กน้อยแต่เมื่ออาจารย์เรียกเตือนสติเพื่อนๆก็กลับมาตั้งใจฟังเหมือนเดิม
ประเมินอาจารย์  เข้าสอนตรงเวลา แต่งกายสุภาพ สอนไม่น่าเบื่อ มีเล่าประสบการณ์ต่างๆให้คลายเครียดสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้ได้ อาจารย์อารมณ์ดี ยิ้มแย้มเสมอเวลาสอนทำให้สบายใจเมื่อเรียนด้วย เพราะสามารถพูดคุยได้










วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558

บันทึกอนุทิน ครั้งที่1

บันทึกอนุทิน ครั้งที่1
วัน อังคาร ที่ 13 มกราคม 2558



ความรู้ที่ได้รับ  วันนี้อาจารย์เล่าประสบการณ์ที่พารุ่นพี่ปี 4 ไปค่ายจิตอาสาสร้างโรงเรียนให้เด็กๆ จังหวัดบุรีรัมย์ ให้ฟัง...และวันนี้เนื่องจากโปรเจ็คเตอร์ยังไม่พร้อมใช้งาน อาจารย์จึงเฉลยข้อสอบเมื่อปลายภาคให้ทบทวนความรู้เก่าๆไปด้วย  เช่น 
- ความรู้เกี่ยวกับ Pecs เป็นโปรแกรมแลกเปลี่ยนภาพแบบช่ั่วคราว
- ยาที่ใช้กับเด็กสมาธิสั้น Methylphenidate
- อาจารย์แจกใบงานเขียนเกี่ยวกับความรู้เดิมของเด็กพิเศษที่เรียนไปในเทอมที่แล้ว โดยห้ามเปิดดูหรือลอกกัน
- แจกชีทเพลง และสอนร้องเพลง5เพลง โดย อาจารย์สอนร้อง1-2รอบและให้ร้องเอง ตามที่แบ่งกลุ่มและร้องพร้อมกันทั้งห้อง ซึ่งอาจารย์มีเครื่องเคาะจังหวะช่วยให้การร้องเพลงดีขึ้นได้ ประกอบไปด้วย 5 เพลง ดังต่อไปนี้



ผู้เเต่ง  อ.ศรีนวล  รัตนสุวรรณ
เรียบเรียง อ.ตฤณ  แจ่มถิน


                                                           1. เพลงนม                                                        
นมเป็นอาหารดี  มีคุณค่าต่อร่างกาย
ดื่มแล้วชื่นใจ  ร่างกายแข็งแรง
ยังมีนมถั่วเหลือง  ดื่มได้ดีและไม่แพง
ดื่มแล้วชื่นใจ  ร่างกายแข็งแรง

2.เพลงอาบน้ำ
อาบน้ำซู่ซ่า  ล้างหน้าล้างตา
ฟอกสบู่ถูตัว  ชำระเหงื่อไคล
ราดน้ำให้ทั่ว  เสร็จแล้วเช็ดตัว
อย่าให้ขุ่นมัว  สุขกายสบายใจ

3.เพลงแปรงฟัน
ตื่นเช้าเราแปรงฟัน
กินอาหารแล้วเราแปรงฟัน
ก่อนนอนเราแปรงฟัน
ฟันสะอาดขาวเป็นเงางาม
แปรงฟันที่ถูกวิธี  ดูซิต้องแปรงขึ้นลง
 แปรงฟันที่ถูกวิธี  ดูซิต้องแปรงขึ้นลง 

4.เพลงพี่น้องกัน
บ้านของฉันอยู่ด้วยกันมากหลาย
พ่อ แม่ ปู่ ย่า ลุง ป้า ตา ยาย
มีทั้งน้า อา พี่และน้องมากมาย
ทุกคนสุขสบาย  เราเป็นพี่น้องกัน

5.เพลงมาโรงเรียน
เรามาโรงเรียน  เราเขียนเราอ่าน
ครูเล่านิทานสนุกถูกใจ
เราเรียนเราเล่น  เราเป็นสุขใจ
ร่าเริงเเจ่มใสเมื่อมาโรงเรียน






การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
  1. ทบทวนความรู้เกี่ยวกับเด็กพิเศษและรู้ว่าความรู้เดิมจะลืมไม่ได้เพราะต้องมาเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่จะทำให้การเรียนในวิชาต่อไปเข้าใจมากขึ้น
  2. ได้รู้จักเพลงที่หลากหลายเลือกไปใช้ในการสอนเด็กได้ และเพลงที่อาจารย์นำมาสอนเหมาะสมในการสอนเด็กพิเศษมากเพราะเนื้อหาของเพลงเด็กสามารถปฏิบัติทำตามได้
  3. ถ้าฝึกฝนร้องบ่อยๆจะทำให้จำเนื้อหาและร้องเพลงได้ดีมากขึ้น
การประเมิน 

 ประเมินตนเอง   เข้าห้องเรียนตรงเวลา แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจเรียนไม่คุยกันเสียงดัง ซื่อสัตย์ต่อตนเองปฏิบัติตามคำสั่งอาจารย์ โดยไม่เปิดเนื้อหาจากที่อื่นดู ให้ทำเท่าที่ได้ ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม ร้องเพลง

ประเมินเพื่อน  เข้าห้องตรงต่อเวลา เวลาเรียนสนุกสนาน ไม่เครียด มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอาจารย์ ตั้งใจเรียนและมีบางคนร้องเพลงเพราะตรงจังหวะ แต่ห้องนี้ส่วนใหญ่ร้องไม่ตรงจังหวะเยอะ

ประเมินอาจารย์  เข้าห้องตรงเวลา แต่งกายสุภาพ วันนี้อาจารย์ไม่ค่อยสบายจึงจิบน้ำบ่อย  สอนสนุกไม่เครียด มีเรื่องต่างๆมาเล่าให้ฟัง เช่น เรืื่องไปค่าย การเดินทาง ร้องเพลงเพราะ ใส่ใจในการสอน มีการประเมินเกี่ยวกับการร้องเพลงว่าใครร้องเป็นยังไงเผื่อให้นักศึกษาได้รู้และไปฝึกร้องบ่อยๆ